อุบาสก อุบาสิกา
อุบาสก (บาลี: उपासक, upāsaka; สันสกฤต: उपासक, upāsaka) แปลว่า ผู้นั่งใกล้พระรัตนตรัย หมายถึงผู้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนา ผู้นับถือศาสนาอย่างมั่นคง ถ้าเป็นหญิง ใช้ว่า อุบาสิกา (उपासिका, upāsikā) มาจากคำบาลี-สันสกฤต แปลว่า "ผู้ดูแล" ใช้เป็นคำนำหน้าสำหรับพุทธศาสนิกชน ที่มิใช่ภิกษุ ภิกษุณี สามเณร หรือนักพรตทรงศีลอื่น ๆ ใช้เรียกชายหญิงที่รักษาอุโบสถศีลโดยค้างคืนที่วัดในวันพระก็มี ในยุคพุทธกาล ปรากฏอุบาสกผู้มีชื่อเสียง คือ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ส่วนอุบาสิกาที่มีชื่อเสียง เช่น สุชาดา และขุชชุตตรา เป็นต้น

ปัจจุบันคำว่าอุบาสก/อุบาสิกา จะใช้เรียกผู้ที่มีศรัทธาแรงกล้าในพระพุทธศาสนา หรือผู้ที่ปฏิบัติตนตามหลักพุทธธรรมอย่างเคร่งครัด อุบาสกผู้เรียนรู้และเข้าใจถึงคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สามารถปฏิบัติตนตามหลักธรรมได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งมีความรู้เพียงพอที่จะเผยแผ่หลักธรรมได้กว้างขวางดำรงต่อไปกาลนาน เพื่อเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มนุษย์ทั้งหลาย สนับสนุนให้ภิกษุและภิกษุณีทำหน้าที่ของตนไปได้ด้วยดี
กล่าวโดยสรุปคือ อุบาสก คือผู้มีศรัทธาในพระรัตนตรัย เป็นผู้มีศีล เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าว ไม่แสวงหาเขตนาบุญนอกพระศาสนา และให้การสนับสนุนทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา
อุบาสก เรียกกร่อนไปว่า ประสก คำว่า อุบาสิกา เรียกกร่อนไปว่า สีกา ก็มี
ประวัติ
อุบาสก และอุบาสิกา คือ สาวกกลุ่มหนึ่งในศาสนาพุทธ ในฐานะผู้อุปถัมภ์พระศาสนา คือคฤหัสถ์หรือผู้ครองเรือน ที่ประกาศขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก โดยอุบาสกคู่แรกในพระพุทธศาสนา คือ ตปุสสะและภัลลิกะ ทั้งสองเป็นพ่อค้า ได้นำสัตตุก้อนและสัตตุผง ซึ่งเป็นเสบียงทาง ไปถวายแก่พระผู้มีพระภาคใต้ต้นเกด เมื่อถวายแล้ว ทั้งสองได้ถวายตัวเป็นอุบาสกตลอดชีวิต อุบาสกสองคนนี้ ถูกเรียกว่า เทฺววาจิกะ [อ่าน ทะเววาจิกะ] แปลว่า "ผู้มีวาจา 2" คือ ผู้เปล่งวาจาระบุรัตนะ 2 รัตนะ คือ นับถือพระพุทธเจ้า และพระธรรม เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก เพราะศาสนาพุทธในยุคแรกเริ่มนั้นยังไม่มีพระภิกษุ
ในเวลาต่อมา เมื่อมีภิกษุเป็นพุทธบริษัทเพิ่มขึ้น อุบาสกผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา จะเปล่งวาจาขอถึงพระรัตนตรัย คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก เรียกอุบาสกนี้ว่า เตวาวาจิกะ แปละว่า "ผู้มีวาจา 3" คือ ผู้เปล่งวาจาระบุรัตนะ 3 รัตนะ คือ นับถือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ที่ระลึก โดยมีบิดาของพระยสะ เป็น เตวาวาจิกอุปาสก คนแรก มีนางสุชาดา และภริยาเก่าของพระยสะ เป็น เตวาวาจิกอุปาสิกา คู่แรก
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ระบุถึงอาชีพที่อุบาสกห้ามประกอบกิจ ได้แก่ การค้าขายอาวุธ การค้าขายสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์ การค้าขายเนื้อสัตว์ การค้าขายของมึนเมา และการค้าขายยาพิษ
ในพระคัมภีร์


ชีวกสูตร ระบุถึงการสนทนาระหว่างชีวกโกมารภัจจ์กับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยชีวกกล่าวว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุมีประมาณเท่าไรหนอ บุคคลชื่อว่าเป็นอุบาสก" สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสตอบไปว่า
"ดูกรชีวก เมื่อใดแลบุคคลถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล ชื่อว่าเป็นอุบาสก ฯ"
กล่าวคืออุบาสกคือผู้มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง
นอกจากนี้ ชีวกสูตร ยังระบุบทสนทนาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับชีวก ถึงหน้าที่ของอุบาสก ว่าคือผู้ที่ดำรงตนอยู่ในศีล คือเว้นจากการฆ่า และไม่เสพสิ่งมัวเมาอันเหตุแห่งความประมาท ความว่า
"ดูกรชีวก เมื่อใดแล อุบาสกงดเว้นจากปาณาติบาต ฯลฯ งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้มีศีล ฯ"
สอดคล้องกับ มหานามสูตร ซึ่งเป็นบทสนทนาระหว่างสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระเจ้ามหานามะ ซี่งพระเจ้ามหานามะทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ. ด้วยเหตุเพียงเท่าไร อุบาสกจึงจะชื่อว่า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล." สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสตอบไปว่า
"ดูกรมหานาม เมื่อใดแล อุบาสกงดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร งดเว้นจากมุสาวาท งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา คือ สุราและเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ อุบาสกชื่อว่า เป็นผู้มีศีล ฯ"
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสถึงหน้าที่ของอุบาสก ปรากฏใน ชีวกสูตร และ มหานามสูตร ไว้ตรงกันว่า อุบาสกเป็นผู้ศรัทธาที่ชี้ชวนให้ผู้อื่นศรัทธา เป็นผู้ทรงศีลที่ชี้ชวนให้ผู้คนมีศีล เป็นผู้เสียสละ (จาคะ) ที่ชี้ชวนให้ผู้อื่นเสียสละ เป็นผู้ที่ใคร่เห็นภิกษุที่ชักชวนให้ผู้อื่นเห็นภิกษุ เป็นผู้ที่ฟังธรรม จำธรรม และปฏิบัติธรรม ที่ชี้ชวนให้ผู้อื่นฟังธรรม จำธรรม และปฏิบัติธรรม โดยสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากล่าวทิ้งท้ายในพระสูตรทั้งสองไว้ว่า "...อุบาสกชื่อว่าเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนและเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ฯ"
ศีล
อุบาสกพึงยึดถือ เบญจศีล หรือ ศีล 5 ให้บริสุทธิ์ มีองค์ประกอบดังนี้
ลำดับที่ | คำสมาทาน | คำแปล |
---|---|---|
1. ปาณาติบาต | ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต |
2. อทินนาทาน | อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เราจักถือศีลโดยเว้นจากการเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ |
3. กาเมสุมิจฉาจาร | กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เราจักถือศีลโดยเว้นจากการประพฤติผิดในกาม |
4. มุสาวาท | มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เราจักถือศีลโดยเว้นจากการกล่าวเท็จ |
5. สุราเมรยมัชปมาทัฏฐาน | สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เราจักถือศีลโดยเว้นจากการบริโภคสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท |
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงคุณสมบัติของผู้ที่ปฏิบัติตนตามศีลทั้งห้าข้อไว้ใน มหาปรินิพพานสูตร ไว้ ความว่า
"....ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล 5 ประการเหล่านี้ 5 ประการเป็นไฉน
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมได้รับกองโภคะใหญ่ อันมีความไม่ประมาทเป็นเหตุ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่หนึ่งแห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ
อีกข้อหนึ่ง กิตติศัพท์อันงามของคนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมขจรไป อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่สอง แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ
อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล จะเข้าไปสู่บริษัทใดๆ คือขัตติยบริษัท พราหมณบริษัท คฤหบดีบริษัท หรือสมณบริษัท ย่อมองอาจไม่เก้อเขิน อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่สาม แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ
อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ย่อมไม่หลงทำกาละ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่สี่ แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ
อีกข้อหนึ่ง คนมีศีล ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ อันนี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ห้า แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล ฯ
ดูกรคฤหบดีทั้งหลาย อานิสงส์แห่งศีลสมบัติของคนมีศีล 5 ประการเหล่านี้แล ฯ
ในคตินิกายเถรวาท อุบาสกที่เคร่งครัดจะรับ อัฏฐศีล หรือ ศีล 8 จากพระภิกษุในวันอุโบสถ ซึ่งธรรมเนียมนี้ยังแพร่หลายในกลุ่มพุทธศาสนิกชนจีน และยังคงจารีตนี้ไว้จนถึงปัจจุบัน โดยศีล 8 เป็นศีลที่ฆราวาสยึดถือปฏิบัติในวันอุโบสถ หรือวันสำคัญทางศาสนาอื่น ๆ อัฏฐศีลประกอบไปด้วยศีลทั่วไป เช่น การเว้นจากการเบียดเบียนชีวิต การเว้นจากการกล่าวเท็จ เป็นอาทิ แต่ศีลแปดจะมีการเพิ่มเติมการปฏิบัติเฉพาะเจาะจงเพิ่มขึ้น เช่น การเว้นการใช้เครื่องหอม ซึ่งศีลเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากข้อปฏิบัติของสมณะยุคก่อนพุทธกาล
โดยอัฏฐศีล หรือ ศีล 8 ประกอบไปด้วย
ลำดับที่ | คำสมาทาน | คำแปล |
---|---|---|
1. ปาณาติบาต | ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการฆ่าสัตว์ |
2. อทินนาทาน | อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย |
3. อพรหมจริยา | อพฺรหฺมจริยา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการประพฤติที่ไม่จัดเป็นพรหมจรรย์ (การมีเพศสัมพันธ์) |
4. มุสาวาท | มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการพูดเท็จ |
5. สุราเมรยมัชปมาทัฏฐาน | สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการเสพสุราเมรัยและของมึนเมาอันเป็นเหตุให้ขาดสติ |
6. วิกาลโภชนา | วิกาลโภชนา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล (หลังเที่ยงวันไปจนถึงเช้าวันใหม่) |
7. นัจจคีตวาทิตวิสูกทัสสนา มาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา | นจฺจคีตวาทิตวิสูกทสฺสนา มาลาคนฺธวิเลปนธารณมณฺฑนวิภูสนฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการดูการแสดงคือ การฟ้อนรำ ขับร้อง และการบรรเลงดนตรีอันเป็นข้าศึก (ต่อพรหมจรรย์) รวมทั้งจากการประดับตัว ตกแต่งตัว และทาตัวให้สวยงามด้วยพวงดอกไม้ ของหอม และเครื่องไล้ทา |
8. อุจจาสยนมหาสยนา | อุจฺจาสยนมหาสยนา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ | เว้นจากการนอนบนที่นอนสูง ที่นอนใหญ่ (คือ เตียง ตั่ง และฟูกอันเป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์) |
อัฏฐศีล หรือ ศีลแปด มักกระทำในวันอุโบสถ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อุโบสถศีล เป็นการปฏิบัติเพื่อสนับสนุนการทำสมาธิ มุ่งให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่านไปตามกามารมณ์ หากแต่ยึดถือนิพพานเป็นอารมณ์ ศีลแปดจะมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมศีลที่ต่างไปจากเบญจศีล เช่น ศีลข้อที่ 3 ผู้ถือเบญจศีลสามารถมีเพศสัมพันธ์กับคู่ครองของตนเองได้ แต่จะผิดศีลเมื่อไม่ใช่คู่ครองของตน แต่ผู้ถืออัฏฐศีลจะถูกห้ามมิให้มีเพศสัมพันธ์แม้แต่คู่ครองของตนเอง เพราะถือศีลพรหมจรรย์ นอกจากนี้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้งดเว้นการกินอาหารในเวลาวิกาล ให้สำรวมตนด้วยการให้งดเว้นจากการดูการแสดงต่าง ๆ ที่เป็นข้าศึกต่อพรหมจรรย์ และให้ประกอบความเพียรด้วยการเว้นจากการนอนบนที่นอนที่สุขสบาย ด้วยเหตุนี้อุบาสกที่เคร่งครัดในพระศาสนาจะนุ่งขาวห่มขาวไปสมาทานศีลที่วัด ฟังธรรม และพักอาศัยอยู่ในวัดตามเจตนาของตนเอง อุบาสกบางคนที่ไม่สะดวกไปวัด ก็สมาทานศีลได้ด้วยตนเอง โดยการเปล่งวาจาสมาทาน หรือเพียงตั้งจิตว่าประพฤติตามศีลก็ได้ ในประเทศไทย อุบาสิกาบางคนถือศีลแปดเป็นอาจิณและครองผ้าขาวอยู่ที่วัด หากแต่มิได้อุปสมบท เรียกว่า แม่ชี
ในประเทศจีน เคยมีการปฏิบัติศีลแปดในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึง 10 อย่างกว้างขวาง ในยุคปัจจุบันมีการฟื้นฟูธรรมเนียมการถือศีลอย่างต่อเนื่อง
หลักธรรม
อุบาสกธรรม 5


อุบาสก มีหลักธรรมอยู่ 5 ประการ เรียกว่า อุบาสกธรรม 5 หมายถึง ธรรมของอุบาสกที่ดี หรือองค์คุณแห่งอุบาสกอย่างเยี่ยม ประกอบด้วยธรรม 5 ข้อ ดังนี้
- มีศรัทธา
- มีศีล
- ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล คือ มุ่งหวังจากการกระทำและการงาน มิใช่จากโชคลางและสิ่งที่ตื่นกันว่าขลังศักดิ์สิทธิ์
- ไม่แสวงหาทักขิไณย์ภายนอกหลักคำสอนนี้ คือ ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา
- กระทำความสนับสนุนในพระศาสนานี้เป็นเบื้องต้น คือ ขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา
อุบาสกสามารถกระทำตามธรรมทั้งห้านี้ได้ จะเรียกว่า อุบาสกรัตน์ (คือ อุบาสกแก้ว) หรือ อุบาสกปทุม (คือ อุบาสกดอกบัว)
อุบาสกธรรม 7
นอกจากนี้ ยังมีหลักธรรม 7 ประการสำหรับอุบาสก เรียกว่า อุบาสกธรรม 7 หมายถึง ธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญของอุบาสก ประกอบไปด้วยธรรม 7 ข้อ ดังนี้
- ไม่ขาดการเยี่ยมเยือนพบปะพระภิกษุ
- ไม่ละเลยการฟังธรรม
- ศึกษาในอธิศีล
- มากด้วยความเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย ทั้งที่เป็นเถระ นวกะ และปูนกลาง
- ไม่ฟังธรรมด้วยตั้งใจจะคอยเพ่งโทษติเตียน
- ไม่แสวงหาทักขิไณย์ภายนอกหลักคำสอนนี้
- กระทำความสนับสนุนในพระศาสนานี้เป็นเบื้องต้น คือ ขวนขวายในการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา
ธรรมทั้ง 7 ข้อนี้ เรียกว่า สัมปทาของอุบาสก หรือ สมบัติของอุบาสก
อ้างอิง
- เชิงอรรถ
- Nattier (2003), p. 25, states that the etymology of upāsikā suggests "those who serve" and that the word is best understood as "'lay auxiliary' of the monastic community".
- Nattier (2003), p. 25, notes: "...[T]he term upāsaka (fem. upāsikā) ... is now increasingly recognized to be not a generic term for supporters of the Buddhist community who happen not to be monks or nuns, but a very precise category designating those lay adherents who have taken on specific vows. ...[T]hese dedicated lay Buddhists did not constitute a free-standing community, but were rather adjunct members of particular monastic organizations."
- Rhys Davids & Stede (1921-25), p. 150, entry for "Upāsaka," available at [1]; and, Encyclopædia Britannica (2007), entry for "upasaka," available at http://www.britannica.com/eb/article-9074383/upasaka. Also, see Nattier (2003), p. 25, quoted at length above, for recent scholarship on the Pali term's historical usage.
- มณีรัตน์ มีจั่นเพชร และบุญศรี ญาณวุฑโฒ, ผศ. ดร. พระมหา (31 มกราคม 2564). อุบาสกอุบาสิกาต้นแบบในพุทธกาล : มิติการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา (PDF). GNMIS 14:(55). p. 195.
- กนกวรรณ ทองตะโก (1 กรกฎาคม 2553). "อุบาสก อุบาสิกา". ราชบัณฑิตยสภา. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - "ตปุสสะ ภัลลิกะ". 84000 พระธรรมขันธ์. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - In this article, regarding the Jivaka Sutta (AN 8.26), English translations are from Thanissaro (1997) while the Pali is from SLTP (undated), 8.1.3.6.
- "ชีวกสูตร". พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต. สืบค้นเมื่อ 5 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - Thanissaro (1997). The Pali is: Kittāvatā nu kho bhante, upāsako hotīti (SLTP 8.1.3.1, undated).
- The Pali is: Yato kho jīvaka, buddhaṃ saraṇaṃ gato hoti, dhammaṃ saraṇaṃ gato hoti, saṇghaṃ saraṇaṃ gato hoti, ettāvatā kho jīvaka, upāsako hotīti (SLTP 8.1.3.1, undated).
- "มหานามสูตร". พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๓ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๕ อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต. สืบค้นเมื่อ 6 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - ราชบัณฑิตยสถาน. (2548). พจนานุกรมศัพท์ศาสนาสากล อังกฤษ-ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. (พิมพ์ครั้งที่ 2, แก้ไขเพิ่มเติม). กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน, หน้า 364
- "มหาปรินิพพานสูตร". พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค. สืบค้นเมื่อ 11 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - Rhys Davids & Stede (1921-25), pp. 150-1, entry for "Uposatha," available at [2]; also see: Harvey (1990), p. 192; and Kariyawasam (1995), chapter 3, "Poya Days," available at http://www.accesstoinsight.org/lib/authors/kariyawasam/wheel402.html#ch3.
- Buswell & Lopez 2013, Baguan zhai.
- Harvey 2000, p. 88.
- Keown 2004, p. 22.
- Tachibana 1992, p. 65.
- กนกวรรณ ทองตะโก (4 สิงหาคม 2553). "ศีล ๘". ราชบัณฑิตยสภา. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - Keown 2004, Uposatha.
- Harvey 2000, p. 87.
- "อุโบสถศีล". กัลยาณมิตร. 2 พฤศจิกายน 2556. สืบค้นเมื่อ 10 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - "Religions – Buddhism: Theravada Buddhism". BBC. 2 October 2002. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 30 November 2018.
- พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) (19 มีนาคม 2547). "ชี แม่ชี". กัลยาณมิตร. สืบค้นเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2558.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - Watson 1988, p. 13.
- Harvey 2013, pp. 378–9.
- Keyes 1989, pp. 319–20.
- Fuengfusakul 1993, p. 157.
- "อุบาสกธรรม 5". พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). 19 มีนาคม 2547. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help) - "อุบาสกธรรม 7". พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต). 19 มีนาคม 2547. สืบค้นเมื่อ 12 สิงหาคม 2568.
{{cite web}}
: ตรวจสอบค่าวันที่ใน:|accessdate=
(help)
- บรรณานุกรม
- Fuengfusakul, Apinya (1 January 1993), "Empire of Crystal and Utopian Commune: Two Types of Contemporary Theravada Reform in Thailand", Sojourn, 8 (1): 153–83, JSTOR 41035731
- Harvey, Peter (1990). An introduction to Buddhism: Teachings, history and practices (1st ed.), Cambridge University Press. ISBN 0-521-31333-3.
- Keown, Damien (2004), A Dictionary of Buddhism, Oxford University Press, ISBN 978-0-19-157917-2
- Keyes, C.F. (1989), "Buddhist Politics and Their Revolutionary Origins in Thailand", International Political Science Review, 10 (2): 121–42, doi:10.1177/019251218901000203, S2CID 145572706
- Nattier, Jan (2003). A Few Good Men: The Bodhisattva Path according to The Inquiry of Ugra (Ugraparpṛcchā). Honolulu: University of Hawai'i Press. ISBN 0-8248-2607-8.
- Tachibana, S. (1992), The Ethics of Buddhism, Curzon Press, ISBN 978-0-7007-0230-5
- Rhys Davids, T.W. & William Stede (eds.) (1921-5). The Pali Text Society’s Pali–English dictionary. Chipstead: Pali Text Society. A general on-line search engine for the PED is available at http://dsal.uchicago.edu/dictionaries/pali/. Retrieved on 2006-12-26.
วิกิพีเดีย, วิกิ, หนังสือ, ห้องสมุด, บทความ, อ่าน, ดาวน์โหลด, ฟรี, ดาวน์โหลดฟรี, มือถือ, โทรศัพท์, แอนดรอยด์, ไอโอเอส, แอปเปิ้ล, สมาร์ทโฟน, พีซี, เว็บ, คอมพิวเตอร์, ข้อมูลเกี่ยวกับ อุบาสก อุบาสิกา, อุบาสก อุบาสิกา คืออะไร? อุบาสก อุบาสิกา หมายความว่าอะไร?
ฝากคำตอบ
ต้องการเข้าร่วมการสนทนาหรือไม่?คุณสามารถร่วมเขียนได้!