กองทัพสหราชอาณาจักร
กองทัพบริติช (อังกฤษ: British Armed Forces) มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า กองทัพในสมเด็จฯ (อังกฤษ: His Majesty's Armed Forces) และบ้างเรียกว่า กองทัพในพระองค์ (อังกฤษ: Armed Forces of the Crown) เป็นกองทัพของสหราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์เหนือ
กองทัพในสมเด็จฯ | |
---|---|
His Majesty's Armed Forces | |
![]() ตราราชการกองทัพสหราชอาณาจักร | |
![]() ธงกองทัพ | |
ก่อตั้ง | ค.ศ. 1707 |
เหล่า |
|
กองบัญชาการ | ลอนดอน |
ผู้บังคับบัญชา | |
จอมทัพ | สมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 |
นายกรัฐมนตรี | เคียร์ สตาร์เมอร์ |
รมว.กลาโหม | จอห์น ฮีลี |
ปลัดกระทรวง | พลเรือเอก เซอร์ โทนี ราดากิน |
กำลังพล | |
อายุเริ่มบรรจุ | 16 ปี |
การเกณฑ์ | ไม่มีการเกณฑ์ทหาร |
ประชากร วัยบรรจุ | 14,607,725 ชาย, อายุ 15-50 (2548), 14,028,738 หญิง, อายุ 15-50 (2548) |
ประชากร ฉกรรจ์ | 12,046,268 ชาย, อายุ 15-50 (2548), 11,555,893 หญิง, อายุ 15-50 (2548) |
ประชากรวัยถึงขั้น ประจำการทุกปี | 324,722 ชาย (2548), 317,062 หญิง (2548) |
ยอดประจำการ | 553,470 (2016) |
ยอดสำรอง | 2,281,850 (2016) |
รายจ่าย | |
งบประมาณ | FY 2013-14: GBP £36.3 billion FY 2012-13: USD $60.8 billion (ranked 4th) |
ร้อยละต่อจีดีพี | 2.5% |
บทความที่เกี่ยวข้อง | |
ประวัติ | ประวัติศาสตร์ทางทหารของสหราชอาณาจักร |
ยศ | ยศทหารในกองทัพสหราชอาณาจักร เครื่องราชอิสริยาภรณ์สหราชอาณาจักร |
ประวัติ
สมัยจักรวรรดิอังกฤษ
การรวมราชอาณาจักรบริเตนใหญ่และราชอาณาจักรสกอตแลนด์ เป็นสหราชอาราจักรด้วยพระราชบัญญัติสหภาพ ค.ศ. 1707 ส่งผลให้กองทัพบริเตนใหญ่และกองทัพสกอตแลนด์รวมกันกลายเป็นกองทัพบริติชในรูปแบบปัจจุบัน
ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 กองทัพบริติชเป็นแกนกลางของการขยายตัวของจักรวรรดิอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยครอบคลุมพื้นที่กว่าหนึ่งในสี่ของโลกและประชากรกว่าห้าร้อยล้านคน ในยุคนี้ กองทัพแบ่งเป็นสองเหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก และกองทัพเรือ ซึ่งแต่ละเหล่ามีบทบาทเฉพาะในการรักษาอำนาจเหนือดินแดนโพ้นทะเล
ราชนาวีอังกฤษมีบทบาทสูงสุดในช่วงนี้ โดยรักษาขีดความสามารถในการครองนที (Command of the Sea) ผ่านกองเรือขนาดใหญ่ที่สามารถครองมหาสมุทรทั่วโลก ทำให้อังกฤษสามารถคุ้มครองเส้นทางการค้าสำคัญ เช่น เส้นทางอินเดียและคลองสุเอซ ความเหนือชั้นของราชนาวีถึงจุดสูงสุดเมื่ออังกฤษมีเรือเดรดนอต มากกว่าประเทศอื่นรวมกันในต้นศตวรรษที่ 20
ทางด้านกองทัพบก แม้จะมีขนาดเล็กกว่าชาติยุโรปอื่น แต่มีประสบการณ์ในปฏิบัติการอาณานิคมอย่างกว้างขวาง เช่น สงครามในอินเดียและกบฏแขกในปี 1857 และสงครามบูร์ครั้งที่สองในแอฟริกาใต้ โดยอาศัยกองกำลังจากอาณานิคมอย่าง “กองทัพอินเดียของบริติช” (British Indian Army) เป็นแรงสนับสนุนหลัก
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง
สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกองทัพบริติช ซึ่งจากเดิมเป็นกองกำลังที่มุ่งเน้นการรักษาอาณานิคม กลับต้องเผชิญกับสงครามอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในแนวรบยุโรป กองทัพบกบริติชขยายตัวจากกองกำลังอาชีพขนาดเล็กเพียงไม่กี่แสนนาย กลายเป็นกองทัพพลเรือนขนาดมหึมาที่มีทหารกว่าห้าล้านคนภายในไม่กี่ปี
ในช่วงแรกเข้าสงคราม กองทัพอังกฤษสงครามด้วยกลยุทธ์ยิงแล้วเคลื่อน ซึ่งเป็นยุทธวิธีแบบเก่า แต่แล้วก็ต้องปรับตัวเข้าสู่สงครามสนามเพลาะที่ต้องการการประสานงานระหว่างยุทโธปกรณ์ขั้นสูง เช่น ปืนใหญ่ เครื่องบิน และแก๊สพิษ สิ่งสำคัญคือการริเริ่มใช้รถถังอย่างเป็นทางการครั้งแรกในยุทธการที่แม่น้ำซอม และพัฒนาแนวคิดการยุทธผสมมากขึ้นในปี 1918 กองทัพได้จัดตั้งส่วนเสนาธิการและระบบบัญชาการแบบรวมศูนย์มากขึ้น เพื่อควบคุมกองทัพขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน กองทัพเรือหลวงก็พัฒนาเทคนิคการปิดล้อมทางทะเลและสงครามเรือดำน้ำ
หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือ การกำเนิดของกองทัพอากาศ ในวันที่ 1 เมษายน 1918 โดยรวมหน่วยบินทหารบกและของหน่วยบินทหารเรือเข้าด้วยกัน กลายเป็นกองทัพอากาศในระดับเหล่าทัพเอกเทศแห่งแรกของโลก
สงครามโลกครั้งที่สอง
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของกองทัพบริติชที่ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วจากประสบการณ์ความสูญเสียในสงครามโลกครั้งแรก และจากความพ่ายแพ้อย่างหมดสภาพในยุทธการที่ฝรั่งเศส ความจำเป็นในการเผชิญหน้ากับศัตรูหลายด้าน ทั้งเยอรมนีในยุโรป อิตาลีในแอฟริกา และญี่ปุ่นในเอเชีย ผลักดันให้กองทัพพัฒนาในเชิงโครงสร้าง ยุทธวิธี และเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง
กองทัพบกเริ่มสงครามด้วยกำลังพลประมาณ 897,000 นาย ส่วนใหญ่เป็นกองกำลังประจำการและอาสาสมัคร แต่หลังการถอนกำลังออกจากดันเคิร์กในปี 1940 รัฐบาลจึงประกาศเกณฑ์ทหารเต็มรูปแบบ ทำให้กองทัพขยายตัวสู่กองกำลังขนาดหลายล้านนา หน่วยรบได้รับการฝึกแบบใหม่เน้นความยืดหยุ่นและการประสานกำลังระหว่างรถถัง ปืนใหญ่ และทหารราบ หรือที่เรียกว่าการยุทธผสม โดยเฉพาะภายใต้การนำของจอมพลเบอร์นาร์ด มอนต์โกเมอรี ในการทัพอียิปต์และตูนิเซีย อีกด้านหนึ่ง ราชนาวียังคงเป็นกำลังสำคัญในการคุ้มครองเส้นทางเดินเรือและการปิดล้อมศัตรู กองทัพเรือพัฒนาอาวุธและเทคโนโลยีใหม่ เช่น โซนาร์ (ASDIC), เรดาร์, และเรือพิฆาตที่มีประสิทธิภาพในการล่าตรวจเรือดำน้ำเยอรมันในยุทธการมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งถือเป็นเส้นทางส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดของอังกฤษ
กองทัพอากาศมีพัฒนาการโดดเด่นโดยเฉพาะในยุทธเวหาที่บริเตน ปี 1940 ซึ่งกองทัพอากาศสามารถหยุดยั้งการรุกรานทางอากาศของนาซีเยอรมนีได้สำเร็จ โดยอาศัยเครื่องบินขับไล่ ซูเปอร์มารีน สปิตไฟร์ และฮ็อคเกอร์ เฮอริเคน รวมถึงการใช้ระบบเรดาร์แจ้งเตือนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ต่อมาภารกิจของกองทัพอากาศขยายสู่การโจมตีเชิงยุทธศาสตร์ในเยอรมนี เช่น การทิ้งระเบิดที่เดรสเดินและฮัมบวร์ค
นอกจากนี้ กองทัพบริติชยังมีพัฒนาการด้านการรบพิเศษ โดยจัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษทางอากาศ (SAS) และหน่วยคอมมานโดสำหรับปฏิบัติการลับและการบุกจู่โจมเชิงลึก ซึ่งกลายเป็นต้นแบบของหน่วยรบพิเศษยุคใหม่
สงครามเย็นและสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
หลังสงครามโลกครั้งที่สองการเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจและการเมืองตลอดจนการเปลี่ยนทัศนคติในสังคมและรัฐบาลอังกฤษสะท้อนให้เห็นได้จากกองกำลังติดอาวุธของโลกที่มีบทบาทอย่างมาก และต่อมาโดยความพ่ายแพ้ทางการเมืองในช่วงวิกฤติของสุเอซ (1956) สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทใหม่ของอังกฤษในโลกและการขยายตัวของสงครามเย็น (1947-1991) ประเทศกลายเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งของพันธมิตรทางทหารของนาโตในปีพ. ศ. 2492 การทบทวนด้านการป้องกันเช่นในปีพ.ศ. 2500 และ 2509 ได้ประกาศลดอัตราการชุมนุมอย่างเห็นได้ชัด
ตัวเลขที่ออกโดยกระทรวงกลาโหมเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2016 แสดงให้เห็นว่าพนักงานกองกำลังของกองทัพอังกฤษ 7,185 รายสูญเสียชีวิตตั้งแต่ปลายสงครามโลกครั้งที่สอง
โครงสร้างบังคับบัญชา
ในทางการ พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่ง "จอมทัพ" (Head of the Armed Forces) กำลังพลจะต้องถวายสัตย์ปฏิญาณความจงรักภักดีต่อพระองค์ พระมหากษัตริย์จึงถือเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของทหารทุกนาย แต่ในทางปฏิบัติที่ยึดถือกัน พระมหากษัตริย์จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการบังคับบัญชาหรือตัดสินใจเกี่ยวกับกิจการกองทัพ และมอบภาระหน้าที่ดังกล่าวให้รัฐบาลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนพระองค์
กองทัพบริติชดำรงโครงสร้างการบังคับบัญชาแบบรวมศูนย์ภายใต้หลัก "พลเรือนคุมทหาร" โดยมีรัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบายทางทหาร ส่วนการดำเนินงานและยุทธศาสตร์เป็นหน้าที่ของนายทหารระดับสูง ซึ่งทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในระบบที่เน้นการประสานงานระหว่างเหล่าทัพและความโปร่งใสต่อรัฐสภา อำนาจสูงสุดในการตัดสินใจใช้กำลังทหารขึ้นอยู่กับรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจในการประกาศสงครามหรืออนุมัติปฏิบัติการทางทหารตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ ด้านการบริหารนโยบายและงบประมาณเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีอำนาจในการควบคุมกองทัพในฐานะผู้แทนพลเรือนและเป็นผู้รายงานต่อรัฐสภา อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยนายกรัฐมนตรีมิใช่จอมทัพ ในบางกรณีเช่นว่าถ้านายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ใช้อาวุธนิวเคลียร์ ปลัดกระทรวงกลาโหมสามารถปฏิเสธคำสั่งโดยอ้างเหตุผลดังกล่าว
ในส่วนราชการฝ่ายทหาร ตำแหน่งนายทหารสูงสุดคือปลัดกระทรวงกลาโหม (Chief of the Defence Staff) ซึ่งเป็นนายทหารอาชีพที่มีหน้าที่ให้คำแนะนำด้านยุทธศาสตร์ต่อรัฐบาลและควบคุมการบริการงานของทั้งสามเหล่าทัพ ผู้นำของแต่ละเหล่าทัพมีตำแหน่งเป็นเสนาธิการทหารบก เสนาธิการทหารเรือ และเสนาธิการทหารอากาศ ทั้งสามคนนี้ขึ้นตรงต่อปลัดกระทรวงกลาโหมในด้านยุทธศาสตร์
อาวุธนิวเคลียร์

สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในห้าประเทศที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์ภายใต้สนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ สหราชอาณาจักรเริ่มพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1940 และทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกในปี 1952 ซึ่งในปัจจุบัน อาวุธนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรถูกควบคุมและบังคับใช้โดยราชนาวีภายใต้ระบบที่เรียกว่า “Continuous At-Sea Deterrence” (CASD) ซึ่งมีเรือดำน้ำติดตั้งขีปนาวุธนิวเคลียร์ลาดตระเวนในทะเลตลอด 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่ปี 1969
กำลังรบติดอาวุธนิวเคลียร์ของสหราชอาณาจักรในปัจจุบัน ประกอบด้วยเรือดำน้ำชั้นแวนการ์ด จำนวน 4 ลำ ซึ่งแต่ละลำสามารถบรรทุกขีปนาวุธ Trident II D5 ที่มีหัวรบปรมาณูหลายนัดแบบแยกเป้าหมายได้ (MIRV) ทั้งนี้ รัฐบาลมีแผนจะเปลี่ยนมาใช้เรือดำน้ำชั้นเดรดนอตภายในช่วงปี 2040 สหราชอาณาจักรมีนโยบายจำกัดจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ไว้ไม่เกิน 260 หัวรบ (ตามประกาศปี 2021) ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มจากเดิมที่ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 180 หัว แต่แม้สหราชอาณาจักรไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในสามเหล่าทัพเหมือนอย่างสหรัฐหรือรัสเซีย แต่ถือว่าเพียงพอต่อการป้องปรามทางยุทธศาสตร์
ดูเพิ่ม
อ้างอิง
เชิงอรรถ
- HM Treasury เก็บถาวร 2013-04-25 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน 2013 Budget (20 March 2013)
- SIPRI Yearbook 2013 - 15 countries with the highest military expenditure in 2012
- Darwin, J. (2009). The Empire Project. Cambridge University Press.
- Lambert, A. (2012). The British Way of War: Julian Corbett and the Battle for a National Strategy. Yale University Press.
- Sumida, J.T. (1997). “British Naval Administration and Policy, 1860–1900”. The Journal of Military History, 61(1).
- Thomas, M. (2014). Fight or Flight: Britain, France, and Their Roads from Empire. Oxford University Press.
- Holmes, R. (2001). Tommy: The British Soldier on the Western Front. HarperCollins.
- Harris, J.P. (2009). Men, Ideas and Tanks. Manchester University Press.
- Massie, R.K. (2003). Castles of Steel. Ballantine.
- Higham, R. (1961). The British Rigid Airship, 1908–1931: A Study in Weapons Policy. G.T. Foulis & Co.
- Overy, R. (1995). Why the Allies Won. W.W. Norton & Company.
- French, D. (2001). Raising Churchill’s Army. Oxford University Press.
- Syrett, D. (1994). The Battle of the Atlantic. University of South Carolina Press.
- Bungay, S. (2000). The Most Dangerous Enemy. Aurum Press.
- อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>
ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อForces Queen and Armed Forces
- อ้างอิงผิดพลาด: ป้ายระบุ
<ref>
ไม่ถูกต้อง ไม่มีการกำหนดข้อความสำหรับอ้างอิงชื่อarmy.mod.uk
- "Whose hand is on the button?". BBC. 2 December 2008. เก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 21 February 2009. สืบค้นเมื่อ 14 March 2009.
- Baylis, J. (1987). British Nuclear Doctrine.
- UK Ministry of Defence. (2022). Defence Nuclear Enterprise Command Paper.
- Kristensen, H.M. & Korda, M. (2023). Nuclear Notebook: United Kingdom.
- House of Commons Library. (2020). Replacing the UK’s nuclear deterrent.
บรรณานุกรม
แหล่งข้อมูลอื่น

- กระทรวงกลาโหมสหราชอาณาจักร
- Support for Britain's Reservists & Employers เก็บถาวร 2012-04-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
- British Armed Forces & National Service[ลิงก์เสีย]
- Military Knowledge Online เก็บถาวร 2009-12-04 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน, วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร
- The government’s expenditure plans 2005-06 to 2007-08 เก็บถาวร 2012-10-18 ที่ เวย์แบ็กแมชชีน
อ้างอิงผิดพลาด: มีป้ายระบุ <ref>
สำหรับกลุ่มชื่อ "N" แต่ไม่พบป้ายระบุ <references group="N"/>
ที่สอดคล้องกัน
วิกิพีเดีย, วิกิ, หนังสือ, ห้องสมุด, บทความ, อ่าน, ดาวน์โหลด, ฟรี, ดาวน์โหลดฟรี, มือถือ, โทรศัพท์, แอนดรอยด์, ไอโอเอส, แอปเปิ้ล, สมาร์ทโฟน, พีซี, เว็บ, คอมพิวเตอร์, ข้อมูลเกี่ยวกับ กองทัพสหราชอาณาจักร, กองทัพสหราชอาณาจักร คืออะไร? กองทัพสหราชอาณาจักร หมายความว่าอะไร?
ฝากคำตอบ
ต้องการเข้าร่วมการสนทนาหรือไม่?คุณสามารถร่วมเขียนได้!